วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สื่อการเรียนรู้
ไฮเปอร์บุ๊ก(้ัHyperbook)
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แต่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็คือ หนังสือที่เก็บอยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ หรือเก็บไว้อยู่ในแบบของไฟล์ โปรแกรมส่วนมากที่เข้าใจกันคือ หนังสือที่เก็บในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องใช้กระดาษ และมีการสร้างจากคอมพิวเตอร์ และสามารถอ่านได้จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก พีดีเอ(Personal Digital Assistant) Palm และ PocketPC หรือกระทั่งอ่านได้จากโทรศัพท์มือถือบางรุ่น
E-book เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ด้วยความสะดวกสบายของทั้งการสร้าง E-book ความสะดวกในการพกพา ขนาดที่เล็ก และสามารถอ่านได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีอุปกรณ์พกพาที่สามารถอ่าน E-book ได้ สามารถสร้างให้ E-book นอกจากจะมีสีสันสวยงามเพื่อง่ายต่อการอ่าน และทำความเข้าใจแล้ว ยังสามารถใส่เสียง ภาพเคลื่อนไหว สร้างสารบัญ (Link) หรือการคลิกเพื่อส่ง E-Mail ไปยังผู้เขียน หรือ E-Mail ใน E-book ก็ได้
ข้อดีและข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ข้อดีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีข้อดีดังต่อไปนี้
1. เป็นสื่อที่รวมเอาจุดเด่นของสื่อแบบต่างๆ มารวมอยู่ในสื่อตัวเดียว คือ สามารถแสดงภาพ แสง เสียง ภาพเคลื่อนไหว และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
2 .ช่วยให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาวิชาได้เร็วขึ้น
1. เป็นสื่อที่รวมเอาจุดเด่นของสื่อแบบต่างๆ มารวมอยู่ในสื่อตัวเดียว คือ สามารถแสดงภาพ แสง เสียง ภาพเคลื่อนไหว และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
2 .ช่วยให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาวิชาได้เร็วขึ้น
3. ครูสามารถใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในการชักจูงผู้เรียนในการอ่าน,การเขียน,การฟังและการพูดได้
4 . มีความสามารถในการออนไลน์ผ่านเครือข่ายและเชื่อมโยงไปสู่โฮมเพจและเว็บไซต์ต่างๆอีกทั้งยังสามารถอ้างอิงในเชิงวิชาการได้
5 . หากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตจะทำให้การกระจายสื่อทำได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขว้างกว่าสื่อที่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์
5 . หากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตจะทำให้การกระจายสื่อทำได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขว้างกว่าสื่อที่อยู่ในรูปสิ่งพิมพ์
6 . สนับสนุนการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน ห้องสมุดเสมือนและห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
7. มีลักษณะไม่ตายตัว สามารถแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อักทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้โดยใช้ความสามารถของไฮเปอร์เท็กซ์
8. ในการสอนหรืออบรมนอกสถานที่ การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากสื่อสามารถสร้างเก็บไว้ในแผ่นซีดีได้
9. การพิมพ์ทำได้รวดเร็วกว่าแบบใช้กระดาษ สามารถทำสำเนาได้เท่าที่ต้องการ ประหยัดวัสดุในการสร้างสื่อ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย
10. มีความทนทาน และสะดวกต่อการเก็บบำรุงรักษา ลดปัญหาการจัดเก็บเอกสารย้อนหลังซึ่งต้องใช้เนื้อที่หรือบริเวณกว้างกว่าในการจัดเก็บ รักษาหนังสือหายากและต้นฉบับเขียนไม่ให้เสื่อมคุณภาพ
11. ช่วยให้นักวิชาการและนักเขียนสามารถเผยแพร่ผลงานเขียนได้อย่างรวดเร็ว
7. มีลักษณะไม่ตายตัว สามารถแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อักทั้งยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้โดยใช้ความสามารถของไฮเปอร์เท็กซ์
8. ในการสอนหรืออบรมนอกสถานที่ การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากสื่อสามารถสร้างเก็บไว้ในแผ่นซีดีได้
9. การพิมพ์ทำได้รวดเร็วกว่าแบบใช้กระดาษ สามารถทำสำเนาได้เท่าที่ต้องการ ประหยัดวัสดุในการสร้างสื่อ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย
10. มีความทนทาน และสะดวกต่อการเก็บบำรุงรักษา ลดปัญหาการจัดเก็บเอกสารย้อนหลังซึ่งต้องใช้เนื้อที่หรือบริเวณกว้างกว่าในการจัดเก็บ รักษาหนังสือหายากและต้นฉบับเขียนไม่ให้เสื่อมคุณภาพ
11. ช่วยให้นักวิชาการและนักเขียนสามารถเผยแพร่ผลงานเขียนได้อย่างรวดเร็ว
ข้อจำกัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ถึงแม้ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะมีข้อดีที่สนับสนุน
ด้านการเรียนการสอนมากมายแต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้วยดังต่อไปนี้
1. คนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ในรูปกระดาษมากกว่าอีกทั้งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยังไม่สมารถใช้งานได้งายเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์ และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อยกว่ามาก
2 .หากโปรแกรมสื่อมีขนาดไฟล์ใหญ่มากๆ จะทำให้การเปลี่ยนหน้าจอมีความล่าช้า
3.การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ผู้สร้างต้องมีความรู้ และความชำนาญในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
4. ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้นการปรับปรุงสื่อจึงทำได้ยากหากผู้สอนไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
5.ใช้เวลาในการออกแบบมาก เพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้สื่อที่มี
คุณภาพ
ด้านการเรียนการสอนมากมายแต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้วยดังต่อไปนี้
1. คนไทยส่วนใหญ่ยังคงชินอยู่กับสื่อที่อยู่ในรูปกระดาษมากกว่าอีกทั้งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ยังไม่สมารถใช้งานได้งายเมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์ และความสะดวกในการอ่านก็ยังน้อยกว่ามาก
2 .หากโปรแกรมสื่อมีขนาดไฟล์ใหญ่มากๆ จะทำให้การเปลี่ยนหน้าจอมีความล่าช้า
3.การสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดี ผู้สร้างต้องมีความรู้ และความชำนาญในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
4. ผู้ใช้สื่ออาจจะไม่ใช่ผู้สร้างสื่อฉะนั้นการปรับปรุงสื่อจึงทำได้ยากหากผู้สอนไม่มีความรู้ด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
5.ใช้เวลาในการออกแบบมาก เพราะต้องใช้ทักษะในการออกแบบเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้สื่อที่มี
คุณภาพ
ตัวอย่างของไฮเปอร์บุ๊ก
ไฮเปอร์เท็กซ์และไฮเปอร์มีเดีย
ความหมายของไฮเปอร์เท็กซ์และไฮเปอร์มีเดีย
ไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) หมายถึง ข้อความหรือกลุ่มของข้อความที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดยมีการนำเสนอแบบปฏิสัมพันธ์ โดยการนำข้อความที่ใช้ มาเป็นจุดเชื่อมโยง ซึ่งจะมีลักษณะเด่นกว่าข้อความอื่น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี ตัวหนา หรือตัวเอียง เป็นต้น
องค์ประกอบของระบบไฮเปอร์เท็กซ์ ประกอบด้วย
พอยต์ (Point) หมายถึง กลุ่มคำ หรือ วลี ที่เป็นข้อความพิเศษ ที่แสดงว่ามีการเชื่อมโยงเกิดขึ้น เช่น การขีดเส้นใต้ การเน้นด้วยสี หรือตัวหนา เพื่อทำให้รู้ว่า เป็น พอยต์ เมื่อผู้อ่านเลื่อนเคอร์เซอร์มาถึงพอยต์ เคอร์เซอร์จะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์อื่น เช่น รูปมือ
โหนด (Node) หมายถึง กลุ่มคำของข้อมูลที่สัมพันธ์กันหรือเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งถูกจัดไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งในโหนดนั้น อาจมีพอยต์มากกว่าหนึ่งพอยต์ก็ได้ ความหมายของโหนดนั้นไม่สามารถระบุได้ตายตัว โหนดหนึ่งโหนดอาจเปรียบเทียบได้กับเนื้อหาข้อมูลที่เขียนขึ้นมาอยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกัน
ลิงค์ (Link) หมายถึง การเชื่อมโยงเอกสารจากต้นทางไปปลายทาง จำแนกลิงค์ออกได้เป็น 3 ชนิด ประกอบด้วย
- ลิงค์ชนิดอ้างถึง (Referential Link) ใช้สำหรับเชื่อมโยงโดยอ้างถึงโดยตรงระหว่างจุดสองจุด เช่น ปุ่มที่มีข้อความลิงค์ไปข้างหน้า หรือย้อนกลับ
- ลิงค์ชนิดแผนภูมิ (Organization Link) มีความคล้ายคลึงกับลิงค์ชนิดอ้างถึง จะแตกต่างกันตรงที่ เป็นการเชื่อมโยงระหว่างโหนดด้วยกันในลักษณะที่เป็นโครงสร้างเป็นชั้นๆ (ไฮราคี่)
- ลิงค์ชนิดคีย์เวิร์ด (Keyword Link) เป็นการนำกลุ่มคำหรือวลีต่างๆ ที่มีความหมายและสัมพันธ์ระหว่างกันมาเชื่อมโยงด้วยวิธีการเดียวกับการลิงค์ชนิดอ้างถึงหรือแผนภูมิ
ประโยชน์ของระบบไฮเปอร์เท็กซ์
ประโยชน์ของระบบไฮเปอร์เท็กซ์ นอกจากจะสามารถบริหารจัดการ เชื่อมโยงและติดต่อข้อมูลเพื่อสื่อความหมายอย่างมีปฏิสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและยังสามารถทำให้ผู้ใช้เลือกใช้เส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะไปข้างหน้าหรือย้อนกลับในเส้นทางเดิมได้และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ อย่างสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากการทำงานในระบบไฮเปอร์เท็กซ์จะมีการเชื่อมโยงที่ไม่เป็นแนวเส้นตรง เป็นต้น
ปัญหาและแนวทางแก้ไขในระบบไฮเปอร์เท็กซ์
ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบไฮเปอร์เท็กซ์ ส่วนใหญ่ที่พบมักจะเกี่ยวข้อกับผู้ใช้งาน ที่มักจะหลงทางเข้าไปติดอยู่ในวังวน และการแสดงผลของข้อมูลที่พบเจอนั้นมีมากจนเกินไป โดยเฉพาะกับระบบที่ออกแบบไว้ยังไม่ดีพอ
ดังนั้นแนวทางแก้ไข คือค้นหาวิธีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับการนำเสนอข้อมูล (Presentation) การนำทาง (Navigation) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างอิสระและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโครงงาน
โครงงานเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เลือกศึกษาค้นหาความรู้ ฝึกทักษะ เกิดประสบการณ์ โดยเลือกทำตามความถนัดและความสนใจ หากโครงงานอยู่ในรายวิชา หรือกลุ่มสาระใด ก็จะเรียกว่าโครงงานวิชานั้น ๆ เช่น โครงงานคณิตศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานภาษาไทย โครงงานอาชีพ เป็นต้น
ความหมายของโครงงาน
โครงงาน คือ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามความสามารถและความถนัด ความสนใจ เป็นการแก้ปัญหาหรือสร้างผลงาน ชิ้นงาน ที่เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใด ไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นงานวิจัยเล็ก ๆ สำหรับนักเรียนในการแก้ปัญหาหรือข้อสงสัย หาคำตอบโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หากเนื้อหาหรือข้อสงสัยเป็นไปตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด จะเรียกว่าโครงงานในกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น ๆ
![]() |
| ภาพที่ 1.1 ตัวอย่างผลงานโครงงานคณิตศาสตร์ |
ที่มา : http://www.sahavicha.com
|
![]() |
| ภาพที่ 1.2 ตัวอย่างผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ |
| ที่มา : http://www.obec.go.th |
![]() |
| ภาพที่ 1.3 ตัวอย่างโครงงานภาษาไทย |
ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์
1. โครงงานประเภทสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media Development)
- สารานุกรมไทยฉบับมัลติมีเดีย
- สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล
- พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
- โปรแกรมช่วยสอนการถ่ายภาพ
- 76 จังหวัดของไทย
- โปรแกรมช่วยสอนการทำงานของทรานซิสเตอร์
- คอมพิวเตอร์สอนพิมพ์ดีด
- ยาไทยและยาจีน
- สูตรขนมไทยอร่อยทั่วโลก
วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ความหมายของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
การเชื่อมต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือคอมพิวเตอร์ใดๆ หรืออุปกรณ์มือถือ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆในอินเทอร์เน็ตได้ (เช่นอีเมลและเวิลด์ไวด์เว็บ) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider, ISP) เสนอการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ประชาชนทั่วไปผ่านทางเทคโนโลยีต่างๆที่มีความหลากหลายของอัตราการส่งสัญญาณข้อมูล (ความเร็ว)ผู้บริโภคใช้งานอินเทอร์เน็ต, ในช่วงต้นก่อนที่จะกลายเป็นที่นิยม, ผ่านทางโทรฯเข้า (dial-up) ซึ่งเป็นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในทศวรรษที่ 1980 และ 1990. ในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 ผู้บริโภคจำนวนมากใช้เทคโนโลยีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์ทำให้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้น
ประเภทของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
1. การเชื่อมต่อแบบ Dial Up
เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เคยได้รับความนิยมในยุคแรก ๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บุคคล กับสายโทรศัพท์บ้านที่เป็นสายตรงต่อเชื่อมเข้ากับโมเด็ม (Modem) ก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตต้องทำการติดต่อกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านหมายเลขโทรศัพท์บ้าน โดยผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะกำหนดชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) มาให้เพื่อเข้าใช้บริการอินเตอร์เน็ต
2.การเชื่อมต่อแบบ ISDN?(Internet Services Digital Network)
เป็นการเชื่อมต่อที่คล้ายกับแบบ Dial Up เพราะต้องใช้โทรศัพท์และโมเด็มในการเชื่อมต่อ ต่างกันตรงที่ระบบโทรศัพท์เป็นระบบความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital) และต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ISDN จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ คือ
ต้องติดต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ที่ให้บริการการเชื่อมต่อแบบ ISDN
การเชื่อมต่อต้องใช้ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ
ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่จะใช้บริการนี้ อยู่ในอาณาเขตที่ใช้บริการ ISDN ได้หรือไม่
3.การเชื่อมต่อแบบ DSL?(Digital Subscriber Line)
เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและพูดผ่านสายโทรศัพท์ปกติได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตแบบ DSL ก็คือ
ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ให้บริการระบบโทรศัพท์แบบ DSL หรือไม่
บัญชีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในแบบ DSL
การเชื่อมต่อต้องใช้ DSL Modem ในการเชื่อมต่อ
ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย
4.การเชื่อมต่อแบบ Cable
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยผ่านสายสื่อสารเดียวกับ Cable TV จึงทำให้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีได้ โดยต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ
ใช้ Cable Modem เพื่อเชื่อมต่อ
ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย
5.การเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites)
เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า Direct Broadcast Satellites หรือ DBS โดยผู้ใช้ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ
จานดาวเทียมขนาด 18-21 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณจากดาวเทียม
ใช้ Modem เพื่อเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
์New Technology
แนวคิดเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในอนาคต (Concept Phone)
Oho-idea สำหรับแนวคิดแปลกใหม่น่าสนใจของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือในอนาคตหรือ Concept Phone ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตล้ำสมัย ฟังก์ชั่นการทำงานหลากหลาย ไม่ยึดติดกับรูปร่างลักษณะแบบเดิมๆ ของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ตอบสนองผู้ใช้งานและเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีใน อนาคตWeather Cell Phone Concept : แนวคิดเพื่อบอกสภาพดินฟ้าอากาศแนวคิดมือถือ โทรศัพท์มือถือบอกสภาพดินฟ้าอากาศ (Weather Cell Phone Concept) มีแนวคิดและจุดเด่นตรงตัวเครื่องทำจากวัสดุ โปร่งใส ขนาดบางเฉียบ หน้าจอสามารถแสดงผลได้เต็มพื้นที่ตัวเครื่อง ใช้ระบบสัมผัสในการควบคุมการทำงาน สามารถตรวจวัดสภาพอากาศในปัจจุบันแล้วแสดงผลบนตัวเครื่องได้ อย่างเช่น อากาศปลอดโปร่ง หน้าจอจะใสแจ๋ว หากฝนตกตัวเครื่องก็จะมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่และถ้ามีหิมะตกหน้าจอก็จะเป็นฝ้าด้วยไอความเย็นของหิมะ และหากต้องการโทรออกหรือเขียนข้อความ เพียงแค่ใช้ปากเป่าลมไปยังหน้าจอ ก็สามารถเขียนตัวอักษรหรือวาดรูปต่างๆ ลงไปได้เลย
ผลงานการออกแบบของ Seunghan Song
วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Application เพื่อการศึกษา
Daily English Conversations - ฝึกพูดอังกฤษในชีวิตประจำวัน
ใครที่อยากจะเริ่มต้นฝึกฟังและพูดภาษาอังกฤษกันอย่างจริงจังสักที App ที่จะแนะนำต่อไปนี้น่าจะช่วยคุณได้มากทีเดียว Daily English Conversations เป็นแอปที่นำเสนอบทสนทนาพื้นฐานที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยรูปลักษณ์ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ที่มีทั้ง Text เนื้อหาบทสนทนาและ Audio ไฟล์เสียงให้ดาวน์โหลดมาฟังประกอบได้โดยทันที
เมื่อเปิดเข้าไปที่หน้าแรกของแอปก็จะเห็นหัวข้อต่างๆ ขึ้นมาเพียบเลย ลองเลื่อนดูข้างล่างด้วยนะคะ เนื้อหาของบทสนทนาแบ่งย่อยๆ เป็น 25 ประเด็นของการพูดคุย และแต่ละประเด็นนั้นก็แยกย่อยออกเป็นเรื่องต่างๆ อย่างประเด็นสนทนาเรื่องแรก small talk (การพูดคุยเรื่องเล็กน้อยทั่วไป) ก็แบ่งเป็นเรื่องต่างๆ ได้อีก 24 เรื่อง เช่น greeting (การทักทาย) weather (การพูดคุยเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ) calling a friend (โทรหาเพื่อน) เป็นต้น
แต่ก่อนจะเข้าไปดูเนื้อหาย่อยในแต่ละประเด็น คุณอาจคลิกเข้าไปดูเมนูที่อยู่มุมบนซ้ายมือ ข้างโลโก ซึ่งจะมีคำสั่งดาวน์โหลดที่จะช่วยให้คุณดาวน์โหลดบทสนทนาทั้งหมด 1,611 เรื่องในทีเดียว คุณอาจจะเลือกดาวน์โหลดที่ตรงนี้ก่อนจะเข้าไปดูเนื้อหาในบทสนทนา หรือคุณจะเข้าไปที่เนื้อหาแต่ละเรื่องเลยก็ได้ แล้วก็เลือกดาวน์โหลดทีละเรื่องหรือเฉพาะเรื่องที่สนใจ โดยจะมีปุ่มดาวน์โหลดที่มุมบนขวามือ หรือคุณจะคลิกที่เครื่องเล่น play ก็จะทำการดาวน์โหลดโดยอัตโนมัติมาไว้ในเครื่อง คราวหน้ากลับมาฟังใหม่อีกครั้งก็ไม่ต้องโหลดซ้ำอีก
อ้อ เมื่อเข้าไปที่บทสนทนา จะเห็นแต่หัวข้อก่อน บทสนทนาถูกซ่อนไว้ เผื่อใครอยากจะฝึกฟังโดยไม่ต้องดูบท แต่ถ้าฟังเป็นครั้งแรกก็อาจจะต้องดูบทประกอบด้วยให้คลิกที่ Show script ตัวบทสนทนาก็จะปรากฏขึ้น และในบทสนทนาเรื่องเดียวกันนั้น ถ้าเราลองใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอจากขวามาซ้ายก็จะมีบทอื่นๆในเรื่องเดียวกัน แต่ใช้สำนวนภาษาแตกต่างกัน จำนวนบทสนทนาให้ดูที่หัวข้อ เช่น Conversation 1/3 ก็แสดงว่าในหัวข้อนี้มีอยู่สามบทสนทนาค่ะ
รวมแล้วทั้ง 25 ประเด็นพูดคุยมีบทสนทนาย่อยๆ รวมกันมากกว่า 1611 บท เรียกว่าเหลือเฟือและครอบคลุมในทุกประเด็นเลยทีเดียว และก็ไม่รู้ว่าจะฟังได้ครบทุกบทหรือเปล่านะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความเพียรพยายามของแต่ละคนกันแล้วล่ะค่ะ แต่ขอให้จำไว้ว่าภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน กว่าจะฟังจนคุ้นหู และพูดได้คล่องก็ต้องอดทนค่ะ ความเก่งหรือไม่เก่งภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว ขอแต่เพียงมีความตั้งใจมุ่งมั่น ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลแน่นอน สู้ๆ นะคะ
เมื่อเปิดเข้าไปที่หน้าแรกของแอปก็จะเห็นหัวข้อต่างๆ ขึ้นมาเพียบเลย ลองเลื่อนดูข้างล่างด้วยนะคะ เนื้อหาของบทสนทนาแบ่งย่อยๆ เป็น 25 ประเด็นของการพูดคุย และแต่ละประเด็นนั้นก็แยกย่อยออกเป็นเรื่องต่างๆ อย่างประเด็นสนทนาเรื่องแรก small talk (การพูดคุยเรื่องเล็กน้อยทั่วไป) ก็แบ่งเป็นเรื่องต่างๆ ได้อีก 24 เรื่อง เช่น greeting (การทักทาย) weather (การพูดคุยเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ) calling a friend (โทรหาเพื่อน) เป็นต้น
แต่ก่อนจะเข้าไปดูเนื้อหาย่อยในแต่ละประเด็น คุณอาจคลิกเข้าไปดูเมนูที่อยู่มุมบนซ้ายมือ ข้างโลโก ซึ่งจะมีคำสั่งดาวน์โหลดที่จะช่วยให้คุณดาวน์โหลดบทสนทนาทั้งหมด 1,611 เรื่องในทีเดียว คุณอาจจะเลือกดาวน์โหลดที่ตรงนี้ก่อนจะเข้าไปดูเนื้อหาในบทสนทนา หรือคุณจะเข้าไปที่เนื้อหาแต่ละเรื่องเลยก็ได้ แล้วก็เลือกดาวน์โหลดทีละเรื่องหรือเฉพาะเรื่องที่สนใจ โดยจะมีปุ่มดาวน์โหลดที่มุมบนขวามือ หรือคุณจะคลิกที่เครื่องเล่น play ก็จะทำการดาวน์โหลดโดยอัตโนมัติมาไว้ในเครื่อง คราวหน้ากลับมาฟังใหม่อีกครั้งก็ไม่ต้องโหลดซ้ำอีก
อ้อ เมื่อเข้าไปที่บทสนทนา จะเห็นแต่หัวข้อก่อน บทสนทนาถูกซ่อนไว้ เผื่อใครอยากจะฝึกฟังโดยไม่ต้องดูบท แต่ถ้าฟังเป็นครั้งแรกก็อาจจะต้องดูบทประกอบด้วยให้คลิกที่ Show script ตัวบทสนทนาก็จะปรากฏขึ้น และในบทสนทนาเรื่องเดียวกันนั้น ถ้าเราลองใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอจากขวามาซ้ายก็จะมีบทอื่นๆในเรื่องเดียวกัน แต่ใช้สำนวนภาษาแตกต่างกัน จำนวนบทสนทนาให้ดูที่หัวข้อ เช่น Conversation 1/3 ก็แสดงว่าในหัวข้อนี้มีอยู่สามบทสนทนาค่ะ
รวมแล้วทั้ง 25 ประเด็นพูดคุยมีบทสนทนาย่อยๆ รวมกันมากกว่า 1611 บท เรียกว่าเหลือเฟือและครอบคลุมในทุกประเด็นเลยทีเดียว และก็ไม่รู้ว่าจะฟังได้ครบทุกบทหรือเปล่านะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความเพียรพยายามของแต่ละคนกันแล้วล่ะค่ะ แต่ขอให้จำไว้ว่าภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน กว่าจะฟังจนคุ้นหู และพูดได้คล่องก็ต้องอดทนค่ะ ความเก่งหรือไม่เก่งภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว ขอแต่เพียงมีความตั้งใจมุ่งมั่น ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลแน่นอน สู้ๆ นะคะ
วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ประเภทของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ


1.จงบอกความหมายของประเภทของระบบสารสนเทศทั้ง 2 ประเภท
- ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive information system: EIS) เป็นประเภทหรือส่วนย่อยจาก ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems) มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์สูง ผลลัพธ์ที่แสดงจะเป็นตัวอักษร ตาราง ภาพและเสียง รวมทั้งระบบมัลติมีเดีย
- ระบบสารสนเทศสำหรับกลุ่มบุคคลในการตัดสินใจ (Group Decision Support Systems-GDSS) เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems) ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโต้ตอบได้ (interactive) ในการสนับสนุนงานแก้ไขปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง สำหรับผู้ตัดสินใจที่ทำงานกันเป็นกลุ่ม เป้าหมายของ GDSS คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการประชุมและการตัดสินใจ หรือทั้งสองอย่าง โดยการช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นภายในกลุ่ม ช่วยกระตุ้นความคิด ระดมความคิด และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
2. จงบอกความแตกต่างระหว่าง EIS กับ GDSS
- EIS มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้ระบบสารสนเทศได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมาส์เลื่อนหรือจอภาพแบบสัมผัส เพื่อเชื่อมโยงข่าวสารระหว่างกันทำให้ผู้บริหารไม่ต้องจำคำสั่ง ส่วน GDSS คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการประชุมและการตัดสินใจ โดยการช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นภายในกลุ่ม ช่วยกระตุ้นความคิด ระดมความคิด และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ระบบสารสนเทศ
ระบบสารสนเทศ (Information System) คือ ขบวนการประมวลผลข่าวสารที่มีอยู่ ให้อยู่ในรูปของข่าวสารที่ เป็นประโยชน์สูง สุด เพื่อเป็นข้อสรุปที่ใช้สนับสนุนการตัดสินใจของบุคคลระดับบริหาร
ขบวนการที่ทำให้เกิดข่าวสารสารสนเทศนี้ เรียกว่า การประมวลผลผลสารสนเทศ (Information Processing) และเรียกวิธีการประมวลผลสารสนเทศด้วยเครื่องมือทางอีเล็กทรอนิกส์ว่า เทคโนโลยี
สารสนเทศ (Information Technology : IT)
ยกตัวอย่างกระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศที่นักเรียนเคยปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
การใช้สารสนเทศด้านการศึกษา (ห้องสมุด)
- มีการใช้ในการความสะดวกสบายเเละความรวดเร็วในการกรอกข้อมูล มีการใช้อินเตอร์เน็ตในการยืม-คืนหนังสือ
ประเภทของสารสนเทศ (ยกตัวอย่างมา 3 ตัวอย่าง)
1.ระบบสารสนเทศแบบประมวลรายการ(TPS:Transaction Processing Systems )
เป็นระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับการบันทึกและประมวลข้อมูลที่เกิดจาก ธุรกรรมหรือการปฏิบัติงานประจำหรืองานขั้นพื้นฐานขององค์การ เช่น การซื้อขายสินค้า การบันทึกจำนวนวัสดุคงคลัง เมื่อใดก็ตามที่มีการทำธุรกรรมหรือปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเกิดขึ้นทันที เช่น ทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็คือ ชื่อลูกค้า ประเภทของลูกค้า จำนวนและราคาของสินค้าที่ขายไป รวมทั้งวิธีการชำระเงินของลูกค้า
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (MIS:Management Information System)
คือระบบที่ให้สารสนเทศ ที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้สามารทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศภายในและภายนอกสารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรทั้งในอดีตและปัจจุบัน นอกจากนี้ระบบนี้จะต้องให้สารสนเทศในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่าง ถูกต้อง แม้ว่าผู้บริหารที่จะได้รับประโยชน์จากระบบนี้สูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบนี้แล้วจะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้งสาม ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารระดับสูง โดยระบบนี้จะให้รายงานที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท
3.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ(DSS:Decision Support System)
เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากระบบ MIS อีกระดับหนึ่ง เนื่องจาก ถึงแม้ว่าผู้ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจจะสามารถใช้ประสบการณ์หรือใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบเอ็มไอเอส ของบริษัท สำหรับทำการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานปกติ แต่บ่อยครั้งที่ผู้ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารในระดับสูงและระดับกลางจะเผชิญกับการตัดสินใจที่ประกอบด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะประมวล เข้าด้วยกันได้อย่างถูกต้อง จึก ทำให้เกิดระบบนี้ขึ้น ซึ่งเป็นระบบที่สนับสนุนความต้องการเฉพาะของผู้บริหารแต่ละคน (made by order) ในหลายๆสถานะการณ์ ระบบ นี้มีหน้าที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างสะดวก
เว็ปไซต์อ้างอิง
1. https://sites.google.com
2.http://www.thaigoodview.com
วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ระบบสนับสนุนการจัดสินใจ
ระบบสนับสนุนการจัดสินใจ
|

Meaning of decision support system
A Decision Support System (DSS) is a computer-based information system that supports business or organizational decision-making activities. DSSs serve the management, operations, and planning levels of an organization (usually mid and higher management) and help to make decisions, which may be rapidly changing and not easily specified in advance (Unstructured and Semi-Structured decision problems). Decision support systems can be either fully computerized, human or a combination of both.
While academics have perceived DSS as a tool to support decision making process, DSS users see DSS as a tool to facilitate organizational processes.[1] Some authors have extended the definition of DSS to include any system that might support decision making.[2] Sprague (1980) defines DSS by its characteristics:
- DSS tends to be aimed at the less well structured, underspecified problem that upper levelmanagers typically face;
- DSS attempts to combine the use of models or analytic techniques with traditional data access and retrieval functions;
- DSS specifically focuses on features which make them easy to use by noncomputer people in an interactive mode; and
- DSS emphasizes flexibility and adaptability to accommodate changes in the environment and the decision making approach of the user.
- inventories of information assets (including legacy and relational data sources, cubes, data warehouses, and data marts),
- comparative sales figures between one period and the next,
- projected revenue figures based on product sales assumptions.
DSSs include knowledge-based systems. A properly designed DSS is an interactive software-based system intended to help decision makers compile useful information from a combination of raw data, documents, and personal knowledge, or business models to identify and solve problems and make decisions.
Typical information that a decision support application might gather and present includes:
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
























